REVIEW Projector Acer K138STi

Design-การออกแบบ


Acer Projector K138STi ตัวเครื่องได้อัปเกรดและพัฒนาดีไซน์มากจากรุ่น K137I บวกกับการพัฒนาเลนส์ของ Projector ให้ฉายระยะใกล้ๆแต่มีขนาดของภาพใหญ่ขึ้น เพียงวางตัวเครื่อง K138STi ที่ระยะ 1.7M ก้อจะได้ขนาดของจอภาพที่ 100″ นิ้วเลยที่เดียว ตัวเครื่องออกแบบให้ทันสมัย ดีไซน์โฉบเฉี่ยว โดนใจกันเหมือนเดิม มีขนาดกระทัดรัด พกพาไปไหนมาไหนได้ง่ายเพียงหนักแค่ 1 Kg เท่านั้นเอง จุดเด่นยังมีอีกเยอะ สำหรับ K138STi ทางด้าน Acer ได้พัฒนาลำโพงสเตอริโอจากเดิม 3 วัตต์ตัวเดียวแต่ แต่ K138STi มีให้ถึงสองตัวเพื่อเพิ่มความดังมากขึ้นจากเดิม Speaker DTS 3W*2 และยังสามารถเชื่อมต่อ Wirelessไร้สาย พร้อมมีแบตเตอรี่ในตัวอีกด้วย มันเจ๋งใช่ไหมหล่ะ
มาดู Body Acer Projector K138STi ยังมีฟังชันท์ปุ่มเมนูหลักบนตัวเครื่อง เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน และยังบอกสถานะการใช้งานของแบตเตอรี่ Projector ได้อีกด้วย โอ้ ว้าว.ว้าว.ว้าว

Quick Overview

– ความสว่าง(ANSI Lumens) 800
– ความละเอียด(พิกเซล)1280×800 (WXGA)
– Contrast 100,000:1
– การรับประกันตัวเครื่อง 2 ปี หลอดภาพ 1 ปีหรือ 1,000 ชม.Built-In Battery

Accessories

อุปกรณ์ที่มากับตัวสินค้ามีอะไรบ้างเรามาดูกันครับ

1. ตัวเครื่อง Acer K138STi
2. กระเป๋าใส่ตัวเครื่อง พร้อมสายสะพายไหล่
3. อแดปเตอร์ไฟ
4. สายสัญญาณ
5. สาย VGA
6. รีโมทควบคุม

Connectivity ช่องต่อสัญญาณ

ด้านหลังตัวเครื่องก็จะเป็นช่องระบายความร้อนตรงกลางเล็กๆ และก็ช่องต่อสายสัญญาณต่างๆ เพื่อรองรับการใช้งาน
1. VGA Port
2. HDMI MHL
3. USB
4. Minimicro SD Card
5. LAN
6. USB DC 5V OUT
7.Audio In และ Out สำหรับแจ็ค 3.5mm

Special Features

ฉายใกล้ได้ภาพใหญ่ 100″ @ 1.7m
Built-in Wireless Built-in
Battery 11,000mha
Speaker DTS 3W * 2
2 GB Internal Memory
HDMI® (MHL™)
USB – card reader
MS office & PDF Viewer
Acer LumiSense+ intelligent Ambient Light Sensor ซึ่งจะช่วยให้โปรเจ็กเตอร์ปรับความสว่างของภาพ และความอิ่มตัวของสีตามสภาพแสงของสถานที่นั้นๆ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://projectorpro.in.th

การเตรียมตัวก่อนเลือกซื้อโปรเจคเตอร์

1. กำหนดความต้องการ ควรกำหนดความต้องการที่เป็นไปได้ ไม่ใช่คุยๆไป ไอเดียเริ่มกระฉูด ต้องการฉายกลางแจ้งกลางวันแสกๆและโปรเจคเตอร์มีขนาดเล็กพอใส่ในกระเป๋ากางเกงได้ เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงๆกับผมเมื่อกว่า 10 ปีมาแล้ว
เมื่อรู้ความต้องการ ต้องมั่นคงไม่วอกแวก พอเห็นลูกเล่นของโปรเจคเตอร์ยี่ห้อหนึ่ง หรือเห็นความสว่างมากๆของอีกยี่ห้อหนึ่ง แล้วเกิดหลงรัก คราวนี้หาเหตุผลที่ต้องซื้อโปรเจคเตอร์ตัวนั้นให้ได้ อย่างนี้เรียกว่า เสียศูนย์
มีรายหนึ่งซื้อโปรเจคเตอร์ราคากว่า 700,000 บาท เพราะเกิดหลงไหลความสว่างที่ 2700 ลูเมน ( นั่นเมื่อกว่า 10 ปีมาแล้ว ) แม้ผมจะแนะนำให้เลือกโปรเจคเตอร์ที่สว่างน้อยกว่า แล้วเอาเงินที่เหลือไปปรับปรุงห้องให้เหมาะสมกับการฉายภาพ ท่านก็ไม่รับฟัง พอครบ 1 ปีเป้งการรับประกันก็สิ้นสุด เครื่องก็เกิดเสีย ค่าซ่อมก็สูงถึงกว่า 5 แสนบาท โรงเรียนมีงบไม่พอ เลยต้องทิ้งโปรเจคเตอร์เครื่องนั้นไปเฉยๆ

2. กำหนดงบประมาณ เช่นกันกับวัตถุประสงค์ ไม่ควรวอกแวก ถ้ามีงบฯสูง ปัญหาแทบไม่มี แต่ถ้างบฯน้อยเกินไป อาจต้องไปซื้อโปรเจคเตอร์ที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ ถ้าเป็นอย่างนี้คงต้องเสียเงินไปเปล่าๆ น่าจะคืนงบฯไปจะประหยัดกว่า
ในงาน World Didac Asia 2009 ที่จัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต อาจารย์ หลายท่านบ่นว่าของแพง ส่วนคนขายก็จะตอบว่า ถ้าอยากได้ของที่ทำงานได้ตามที่ต้องการ ราคาก็จะสูงตามที่เขาได้เสนอไป ผมขอนำบทความหนึ่งที่โชว์อยู่ในร้านค้ารายหนึ่งในศูนย์การค้าพันทิพย์พลาซ่า ซึ่งเมื่อแปลเป็นภาษาไทยมีใจความว่า
“ไม่เป็นการฉลาดที่จะซื้อของที่แพงไปหรือถูกไป หากซื้อของที่แพงไป สิ่งที่เสียคือต้องเสียเงินเพิ่มอีกเล็กน้อย แต่ถ้าซื้อของที่ถูกไป แล้วของที่ได้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ ท่านอาจสูญเงินทั้งหมด”

3. เลือกยี่ห้อ หลายรายชอบถามคนขายว่า ขายยี่ห้ออะไร ยิ่งเป็นกลุ่มที่ชื่นชอบยี่ห้อยอดนิยมอาจถามว่า ขาย Sony หรือ Panasonic หรือเปล่า ส่วนพวกที่มีความมั่นใจในความรู้ของตน อาจจะขอแค่แคตตาล็อกเพื่อเอาไปศึกษาเอง ผมว่าน่าจะเปิดใจให้กว้างกว่านั้น ให้โอกาสคนขายบอกข้อดีเด่นของยี่ห้อของเขาบ้าง บ่อยครั้งที่ลูกค้าพึ่งจะทราบว่าแท้จริงแล้วเขายังไม่อะไรรู้อีกมาก
บางยี่ห้อรับประกันหลอดฉาย 6 เดือน ประกันเครื่อง 1 ปี บางยี่ห้อรับประกันหลอดฉายฯ 1 ปี ส่วนตัวเครื่องรับประกัน 2 ปีก็มี 3 ปีก็มี ผมว่า 3 ปีนี่คุ้ม เพราะมีโอกาสที่เครื่องจะเสียอย่างน้อย 1 ครั้ง ในปีที่3 มียี่ห้อหนึ่งถ้าหลอดฉายเสียใน 30 ชั่วโมงแรก เขาจะไม่รับผิดชอบ ทั้งๆที่ของใหม่โอกาสที่หลอดจะเสียใน100 ชั่วโมงแรกสูง หลังจากนั้นมักไม่พบปัญหาอะไร อีกอย่างเขาก็ไม่ได้แจ้งเงื่อนไขนี้ให้ลูกค้าทราบมาก่อน
บางยี่ห้อพอใช้ไปประมาณ 500 ชั่วโมง หลอดฉายมืดไปมากจนทนไม่ไหว ผู้ขายก็ยังไม่รับผิดชอบบอกว่ายังใช้ได้อยู่ บางยี่ห้อบริการแย่ กว่าจะซ่อมเสร็จใช้เวลา 3 – 6 เดือน ( ตั้งครึ่งปี ) ที่ทะเลาะกันบ่อยๆคือ บางยี่ห้อแม้พบว่าของเสียตั้งแต่แกะกล่องก็ไม่ยอมเปลี่ยนเครื่องใหม่ให้ ต้องคอยให้ซ่อมอย่างเดียว กว่าจะได้ของมาใช้ ราคาโปรเจคเตอร์ก็ตกลงไปแล้ว 3,000 – 5,000 บาท และคนขายก็ไม่รับผิดชอบส่วนนี้

4. ให้เลือกผู้ขายด้วย เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อหรือผู้ที่ชอบค้นหาสินค้าทางอินเทอเน็ต ชอบที่จะเทียบราคาสินค้ากับยี่ห้อและรุ่น เดียวกัน ที่ไหนถูกที่สุดก็เอาที่นั่น โดยไม่เลือกผู้ขาย ความจริงผู้ขายมีความสำคัญมากเหมือนมีประกัน หากไม่มีปัญหาก็โชคดีไป หากมีปัญหาแล้วผู้ขายนำส่งศูนย์ซ่อมให้ ไม่ว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายหรืออยู่ในประกันก็ยังถือว่าโชคดี ที่ท้ายสุดก็ยังได้ของกลับมาใช้
แต่ในกรณีที่ซ่อมกลับมาแล้วพบว่ายังใช้ไม่ได้ ผู้ขายยังยินดีมารับกลับไปส่งศูนย์ซ่อมอีก คราวนี้ทางศูนย์ซ่อมยืนยันว่าไม่เสีย แต่เมื่อนำกลับมาใช้ก็พบว่ายังใช้ไม่ได้อยู่ดี จะให้ทำอย่างไร โยนทิ้งไปหรือ บางรายมีความจำเป็นมากๆต้องยอมซื้อเครื่องใหม่ อย่างนี้น่าเจ็บใจไหม

แค่พ่อค้าที่มีความเชี่ยวชาญมากอาจแก้ปัญหาได้ เพราะหลายครั้งปัญหาไม่ได้เกิดจากโปรเจคเตอร์แต่เกิดจากปัญหาอื่น ดังนั้นการเลือกพ่อค้าก็เป็นเรื่องสำคัญ บริการจากผู้ค้าอาจครอบคลุมไปมากกว่าการรับผิดชอบต่อสินค้าที่เขาขายก็ได้ เช่นมีรายหนึ่งบอกว่าเมื่อก่อนโดนถูกผู้ใหญ่ตำหนิประจำ ว่าให้แก้ปัญหาต่างๆหลายครั้งแล้วไม่จัดการให้เรียบร้อยสักที ทั้งๆที่เขาได้แจ้งให้พ่อค้าประจำรายนั้นให้มาดูแลให้หน่อย แต่ก็ไม่ยอมมาบริการ จะเอาแต่ขายลูกเดียว แต่หลังจากเปลี่ยนผู้ขาย ชีวิตของเขาดีขึ้นมาก บางครั้งปัญหาที่ดูใหญ่โต สามารถซ่อมเสร็จภายในวันเดียว ตอนนี้ผู้ใหญ่ชมเชยว่าเขามีความรับผิดชอบดีมาก

5. เทคโนโลยีการสร้างภาพ เทคโนโลยีสร้างภาพที่ใช้กับโปรเจคเตอร์เช่น LCD LCoS DLP และ GLV เป็นต้น แต่ที่ตั้งหน้าห้ำหั่นกันมีอยู่คู่เดียวคือ 3LCD กับ DLP ทั้ง 2 เทคโนโลยีในสภาพการใช้งานจริง สิ่งที่ทั้ง 2 ค่ายต่างสาดโคลนเข้าใส่กันนั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่โดยเฉพาะปัญหาอัตราส่วนเปรียบต่าง(Contrast Ratio) อยากให้เทียบภาพที่ฉายด้วยเทคโนโลยีทั้ง 2 แล้วดูว่าชอบแบบไหน ความแตกต่างระหว่าง 3LCD และ DLP พอจะเทียบได้กับสีโปสเตอร์กับสีน้ำมัน ที่สวยไม่เหมือนกัน

6. ของแถม เรื่องนี้ค่อนข้างเป็นความเห็นส่วนตัวสักหน่อย นานมาแล้วมีโปรเจคเตอร์ยี่ห้อหนึ่งจัดโปรโมชั่นด้วยการแถมจอสำหรับภาพฉายชนิดติดผนัง/แขวนเพดาน ม้วนเก็บด้วยสปริงขนาด 70” X 70” จนเป็นที่ถูกใจของผู้ซื้อ เล่นเอายี่ห้ออื่นต้องทำตาม ลงท้ายลูกค้าเองเป็นฝ่ายเรียกร้องให้แถมจอฯ การขายโปรเจคเตอร์แถมจอฯนี้ ผู้ขายจะได้กำไรลดลงจริงๆ ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้น กำไรก็น้อยอยู่แล้ว ดังนั้นผมจะไม่โจมตีผู้ขายว่า บวกราคาค่าจอฯ เข้าไปด้วย หรือบังคับให้ซื้อโปรเจคเตอร์แล้วต้องซื้อจอพ่วง
การเน้นของแถมนี้ ผู้ขายจงใจให้ผู้ซื้อโปรเจคเตอร์ เลือกเฉพาะยี่ห้อของเขา ซึ่งอาจทำให้ได้ของที่ไม่ตรงตามความต้องการ อีกประการหนึ่งจอฯ ขนาด 70” X 70” นี้เมื่อเทียบกับขนาดอื่นแล้วมีราคาถูกที่สุด เขาถึงแถมมา แต่ผมไม่อยากแนะนำให้ใช้จอฯขนาด 70” X 70” เท่าไหร่ เหตุผลเพราะ ห้องเรียนแทบทั้งหมดสามารถฉายภาพได้ใหญ่สุดถึง 120” รวมทั้งโปรเจคเตอร์ในปัจจุบัน รุ่นที่มีราคาต่ำสุด ก็สว่างพอที่จะใช้ได้กับจอฯขนาด 120” แล้ว เมื่อเอาจอฯที่แถมมาขนาด 70” X 70” มาใช้ ขนาดภาพที่ฉายขึ้นไปจะได้ใหญ่สุดพียง 87” ( เว้นแต่ผู้ใช้ต้องการภาพขนาดนี้) บางรายซื้อโปรเจคเตอร์ความสว่าง 3000 ANSI ลูเมน แต่ใช้จอฯที่แถมมาขนาด 70” X 70” อย่างนี้น่าเสียดายของมากๆ

7. เตรียมตัวก่อนไปทดลองของจริง หากท่านต้องการไปดูโปรเจคเตอร์ ขอให้วัดความสูงของจอฯที่จะใช้และระยะระหว่างจอฯกับผู้ชมแถวหน้า เวลาไปให้หาเพื่อนที่มีความรู้ด้านภาพจริงๆไปด้วย และที่สำคัญกว่านั้นชวนคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ไปด้วย เวลาชมให้ยืนห่างจากจอฯ ในอัตราส่วนเดียวกับที่วัดได้ในห้องประชุมของท่าน บางคนเมื่อไปดูของชอบยืนชิดจอฯ แต่ถ้ายืนดูในระยะเดียวกับที่แนะนำไว้ ภาพที่ดูคมกว่าในระยะประชิดอาจดูไม่แตกต่างจากโปรเจคเตอร์ที่ภาพคมน้อยกว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ถือว่าคะแนนเท่ากัน
เมื่อกลับมาแล้วให้สอบถามคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ว่าเขาเห็นเป็นอย่างไร ที่ให้ทำอย่างนี้เพราะในการใช้งานจริง ผู้ชมส่วนใหญ่จะไม่ใส่ใจกับรายละเอียดปลีกย่อยของภาพที่ฉายมากนัก เมื่อเป็นอย่างนั้น เราไม่ควรให้น้ำหนักกับปัญหานี้มากเกินไป

8. ตัดสินใจซื้อแต่เนิ่นๆ การไม่ตัดสินใจซื้อก่อนการใช้จริงแต่เนิ่นๆ จะมีผลไม่ค่อยดีบางประการ
1. ของที่อยากได้เกิดขาดตลาด แต่เวลาใช้งานกระชั้นรอไม่ได้ เลยต้องยอมซื้อของที่แพงกว่านั้นหรือด้อยกว่านั้นแทน
2. ไม่มีเวลาซ้อมงานพรีเซ้นก่อนวันงานเพียงพอ
3. ในที่สุดอาจไม่ได้ของมาใช้ เพราะอาจติดขัดโน่นนี่ เช่นเงินหมดก่อน อะไรทำนองนั้น หลังจากซื้อไม่ทันใช้งาน ความกระตือรือร้นที่จะซื้อก็จะพลอยเหือดหายหมดไป พองานต่อไปก็เร่งๆจัดซื้อ แล้วก็ซื้อไม่ทันเช่นเดิม เป็นอย่างนี้ไปหลายปี ในที่สุดก็เลิกคิดที่จะซื้อโปรเจคเตอร์ แล้วใช้วิธียืมของคนอื่นยันป้าย

สั่งซื้อโปรเจคเตอร์ได้ที่ https://projectorpro.in.th

REVIEW Projector Epson MG-850HD

Epson Megaplex MG-850HD เป็นโปรเจคเตอร์ โฮมเธียเตอร์ เด่นเรื่องมัลติมีเดียไฮบริดแสดงผลแบบแบบไวด์สกรีนความละเอียดระดับ WXGA (1280 x 800) ความสว่างสูง (2800 ANSI) และความคมชัด 3000:1 โปรเจคเตอร์ MG-850HD มีประสิทธิภาพการทำงานเปรียบได้กับโรงภาพยนตร์ขนาดย่อมสุดยอด

Home Theater Projectors

ครบเรื่อง “ความบันเทิงภายในบ้าน” มีพอร์ตที่สามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ผ่าน VGA, USB หรือ HDMI สะดวกในการนำเสนอภาพสไลด์จากจากอุปกรณ์เก็บข้อมูล USB คุณลักษณะนี้ช่วยให้คุณสามารถแสดงภาพ (. jpg,. PNG, GIF. และ. รูปแบบ BMP ) โดยไม่ต้องใช้พีซี พร้อมด้วยFunction เสริมสำหรับเชื่อมต่อ iPod iPad เพื่อช่วยให้การฉายภาพวิดีโอและเล่นไฟล์เสียงได้สะดวกทันสมัยที่สุดรองรับความบันเทิงไร้ขีดจำกัด

Epson MG-850HD Projector Special Features

ความสว่างที่ 2800 ANSI
พอร์ตเชื่อมต่อ Play – USB
Built-in iPod, iPhone และ iPad
Built-in วัตต์ 10 ลำโพงสเตอริโอ
สามารถเปิดเครื่อง และปิดเครื่องโดยไม่รอนาน
สเปคเครื่องแบบย่อ
เทคโนโลยี 3LCD
ความละเอียด WXGA (1280×800)
ความสว่าง: 2800 ANSI
ความคมชัด: Up to 3000:1
อัตราส่วนเลนส์ซูม: 1.2:1
Lamp Life: 4000 / 5000 HR.

สามารถสั่งซื้อโปรเจคเตอร์เตอร์เอปสัน หรือรุ่นอื่นๆได้ที่ https://projectorpro.in.th

REVIEW Projector BenQ MS504

REVIEW Projector BenQ MS504 จิ๋วแจ๋วอีกแล้ว

มาคราวนี้ผมนำโปรเจคเตอร์ น้ำดี ที่ราคาไม่แพงมาฝากครับ เมื่อเราพูดถึงโปรเจคเตอร์ ที่มีราคาประหยัดในสมัยก่อน เราจะคิดมั้ยว่าจะได้สเปคขนาดไหนบ้าง ?

อาจจะ เป็น “ความสว่างน้อยแน่เลย หรือ คอนทราสต่ำแค่ 3000:1 รึเปล่าหว่า?” หรืออาจจะไม่มีลูกเล่นอะไรเลย

แต่ถ้าเป็น ณ ปัจจุบันแล้ว เทคโนโลยี ก้าวหน้าและมาพร้อมกับความประหยัดด้วย และต้องไม่ลืมที่จะใส่ใจในเรื่อง“การลดภาวะโลกร้อน” ที่แย่ลงทุกวัน …..เฮ้อ! เข้าเรื่องดีกว่า โปรเจคเตอร์ที่ ผมกำลังจะพูดถึงนี้มีชื่อรุ่นว่า BenQ MS504 เป็นญาติกับ MS502 แหะๆ อีกแล้ว ซึ่งข้อดีของ MS504 นั้นได้มีการเช็คในหลายๆเรื่องว่าดีกว่า ทั้งในเรื่อง ของตัวเครื่องที่บางลง มีวัสดุที่ทนทานและยังมีฟังชั้นที่สูงขึ้นอีกด้วย เคยมีหลายคนบอกว่า (ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่เคยซื้อ MS502 ไปใช้หนะ..อิอิ)

ตัวเครื่องบาง เล็ก กระทัดรัด ที่สำคัญน้ำหนักจาก 2.3 กก. (รุ่น MS502) เหลือแค่ 1.8 กก.

เมื่อมาเห็น โปรเจคเตอร์ MS504 แล้วรู้ได้เลยว่า มันสวยและน่าจะหาที่วางได้ง่ายมาก เนื่องจากตัวเครื่อง มีขนาดบางกว่ารุ่นก่อนถึง 1” นิ้ว ความสว่างของมัน มีถึง 3000 Ansi Lumenแต่กลับมีอายุของหลอดสูงสุดถึง 10,000 ช.ม. แถมยังมากับฟังชั่น3D ที่มีประสิทธิภาพขึ้น Wow++

ช่องต่อยังคงลักษณะมาจากรุ่นพี่ เพียงแค่สลับฝั่งเท่านั้น

ด้วย เมนู 3D ที่ปรับใหม่ ทำให้การรับชมภาพยนตร์สามมิติได้ง่ายกว่าเดิม เพื่อว่าอยากจะเอามาดูหนังบ้างอะไรบ้างอย่างเงี้ยะ…อิอิ ต้องขอบอกว่า BenQ MS504 เป็น โปรเจคเตอร์ที่น่าคบหาอีกตัวหนึ่งเลยทีเดียว เพราะไม่ว่าจะเป็นงานที่ต้องใช้ในห้องสว่างหรือ งาน Out Door อย่างร้านอาหาร เพื่อการประชาสัมพันธ์เรียกลูกค้าที่ผ่านไปมาให้สะดุดกับจอภาพขนาดยักษ์ แค่ให้คนที่อยู่ระยะประมาณ 5-6 เมตรเห็นก็ถือว่าคุ้มแล้วกับราคาที่ไม่แพงขนาดนี้ 555+

เอาเป็นว่าทั้งสวยทั้งคุณภาพดีแถมยังราคาไม่แพง แค่ หมื่นต้นๆ….(แย้มสักนิด) มันเป็นอะไรที่คุ้มค่ามากถ้าได้ครอง เชื่อว่าหลายท่านที่ซื้อไปใช้คงไม่ผิดหวัง (หรือท่านที่หวังไว้เยอะกว่านี้ ผม “O_oจอกว้าง” จะมีโปรเจคเตอร์ดีๆ มาให้คุณได้ศึกษาก่อนตัดสินใจอย่างแน่นอนครับ)

ฝากไว้เท่านี้นะครับ ขอให้รับความบันเทิงจากโปรเจคเตอร์อย่างมีความสุข และถ้ายังไม่มีร้านขายโปรเจคเตอร์ที่ถูกใจลองเข้าไปดูที่ https://projectorpro.in.th